August 24, 2012

จุฬาฯแนะประชาชนย่านพื้นที่รับน้ำในกทม. รีบถมที่ก่อนผังเมืองใหม่บังคับใช้!




ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาเคหการ จุฬาฯ แนะประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่รับน้ำ ตามผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ ที่กำลังจะประกาศใช้ ต้องรีบถมที่ก่อนกฎหมายบังคับ มิเช่นนั้นหมดสิทธิ์ถมแน่ ชี้ผังเมืองใหม่กระทบหนัก หลายพื้นที่ใช้งานแทบไม่ได้ ย่านถนน “รามอินทรา-สายไหม-สะพานควาย-อนุสาวรีย์” กระอัก เชื่ออาคารสูงเดิมได้รับประโยชน์เต็มๆ ขยับค่าเช่าเพิ่มได้ 30-50% ด้านจุฬาฯ ยื่นคำร้องค้านเหตุกระทบแผนพัฒนาที่ดินจุฬาคอมเพล็กซ์สูง 30 ชั้นล้มแน่ ด้าน กทม.บอกปิดรับคำร้องแล้ว ใครไม่ยื่นแปลว่ายอมรับผังเมืองใหม่ กทม.
     
       ผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างช้าไม่เกินกลางเดือนพฤษภาคมปี 2556 ปัจจุบันได้ดำเนินงานมาเกินครึ่งทางแล้ว โดยผ่านขั้นตอนการรับคำร้องจากประชาชนสู่ขั้นตอนพิจารณาคำร้อง
     
       อย่างไรก็ดี ผังเมืองรวมฉบับนี้มีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันในแวดวงนักวิชาการและกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ถึงรายละเอียด ข้อกำหนดในการใช้พื้นที่ โดยเฉพาะการกำหนดขนาดถนนให้กว้างขึ้น จนบางพื้นที่ไม่สามารถพัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงานได้
     
       ดังนั้น หากผังเมืองรวม กทม.ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามที่มีการร้องขอไปก็จะกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และความเป็นอยู่ประชาชนในอนาคตอย่างแน่นอน
     
       “กทม.เปิดรับคำร้องถึงวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมาเท่านั้น หากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่ไปยื่นคำร้องก็ต้องปฏิบัติตามที่ร่างผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ได้กำหนดไว้ เพราะถือว่าเจ้าของที่ดินไม่ศึกษารายละเอียดของผังเมืองเอง” แหล่งข่าวจากสำนักผังเมือง กทม.ระบุ
     
       ส่วนคำร้องที่มีการยื่นมานั้น สรุปได้ 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. ประเด็นเรื่องแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน อาทิ ขอเปลี่ยนแปลงสีในผังเมืองรวมให้เข้มข้นขึ้น หรือให้เบาบางลง, ขอแก้ไขข้อกำหนดให้สามารถสร้างอาคารประเภทต่างๆ และขนาดต่างๆ ได้ 2. ผลกระทบของถนนตามแผนผังโครงการคมนาคมและขนส่ง เพราะเจ้าของที่ดินเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากแนวเวนคืนที่ในอนาคต เป็นต้น
     
       5 พื้นที่หลักเปลี่ยนการใช้กระทบภาพรวมกทม.
     
     
       ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผังเมืองรวมฉบับใหม่นี้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินทั้งสิ้น 34 บริเวณ แต่มีเพียง 5 พื้นที่ที่ส่งผลต่อภาพรวมของ กทม. ประกอบด้วย
     
       1. บริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ได้มีการเพิ่มความเข้มข้นในการพัฒนาจากสีเหลืองเป็นสีส้มและสีแดงบางส่วน
       2. ศูนย์ชุมชนมีนบุรี พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้า 2 สาย มีการเปลี่ยนแปลงแผนผังตามตำแหน่งสถานีรถไฟฟ้า เพื่อรองรับกิจกรรมพาณิชยกรรม เพิ่มความเข้มข้นในการพัฒนา
       3. พื้นที่บริเวณย่านบางกะปิและย่านลาดกระบัง (Airport Link) ในส่วนของพื้นที่โดยรอบสถานีที่มีการก่อสร้างแล้ว และปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม แต่มีความเข้มข้นแปรผังตามศักยภาพของที่ตั้ง และสภาพทางภูมิประเทศ
       4. เขตจอมทอง ที่ตั้งศูนย์ตากสินเดิมที่มีการยกเลิก จึงลดความเข้มข้นของการพัฒนาลง
       5. เขตบางขุนเทียนฝั่งใต้สุด เป็นพื้นที่รองรับการป้องกันน้ำท่วมและการกัดเซาะจากน้ำทะเล จึงเปลี่ยนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบท และการเกษตรกรรมแทน
     
       ในการปรับเปลี่ยนผังเมืองรวมครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่สำนักผังเมืองได้ประเมินผลผังเดิม พ.ศ. 2549 พบว่า สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนโดยภาครัฐทำให้เมืองมีความพร้อมในการพัฒนาเพิ่มขึ้นหลายบริเวณ รวมถึงผัง กทม.ใหม่จะพิจารณาถึงด้านกฎหมาย หรือข้อกำหนดบางส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ รวมถึงพื้นที่บางแห่งได้มีระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้นในหลายบริเวณ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และส่งผลให้เกิดการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     
       “ผังเมืองฉบับใหม่ จะมีผลต่อประชาชนทั้งในแง่ของผู้อยู่อาศัยและเจ้าของที่ดิน จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนเจ้าของที่ดินจะสามารถพัฒนาที่ดินได้มากขึ้น เพราะมีระบบขนส่งมวลชน และโครงสร้างพื้นฐานเข้าถึง แม้ที่ดินบางแปลงจะลดความเข้มข้นลง แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา ” ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. กล่าว
     
       ชี้ผังเมืองไม่เอื้อประชาชน กระทบอ่วม!
     
     
       ขณะที่ ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ภาพรวมของผังเมืองรวม กทม.ฉบับนี้หากยังไม่มีการแก้ไขว่า จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ และความเป็นอยู่ประชาชนเป็นอย่างมาก
     
       “ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางที่จากผังเดิมพื้นที่ใช้งานจะสามารถสร้างได้ แต่ผังใหม่กลับสร้างไม่ได้ โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์ สำนักงาน ในตัวเมืองเกือบไม่ได้เลย สืบเนื่องมาจากความกว้างของถนนที่ต้องวัดจากปากซอยถึงก้นซอย”
     
       ตัวอย่างเช่น ซอยรามอินทราฝั่งเหนือ ถึงถนนสายไหม กำหนดว่าถ้าสร้างอาคารพักอาศัยตั้งแต่ 1,000-1,999 ตารางเมตร พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ย.3 สีเหลือง จะต้องสร้างบนถนนกว้างถึง 30 เมตร นับจากปากซอยถึงก้นซอย ทั้งนี้เป็นระยะทางที่ยาวมาก และในบริเวณนั้นมีถนนที่กว้างเพียง 6-10 เมตรเท่านั้น หากเป็นตามที่กำหนดก็ไม่สามารถสร้างได้เลย เพราะการจะไปขยายถนนตลอดทั้งสายเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างได้ในที่สุด และเชื่อว่าประชาชน หรือผู้ถือครองพื้นที่บริเวณนั้นไม่ทราบถึงผลที่จะตามมา หรือไม่ได้ศึกษา จนอาจไม่ได้ยื่นคำร้อง ทำให้รู้ตัวอีกทีก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว, เดิมแถวลาดพร้าวบางส่วน ถนนเพียง 10 เมตรก็สร้างอาคารได้ 9,999 ตารางเมตร แต่ผังใหม่ต้อง 30 เมตรถึงจะได้
     
       บริเวณพื้นที่สีเหลืองมีประมาณ 120 บริเวณ และกว่า 70 บริเวณ ประสบปัญหาเรื่องขนาดของถนน, บริเวณสะพานควาย ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนต้องกว้างเกิน 30 เมตรตลอดสาย จึงจะสร้างสำนักงานขนาดใหญ่ได้ แต่เมื่อสำรวจพบว่าบริเวณบางส่วนของสายนี้กลับมีถนนกว้างเพียง 28 เมตร จึงไม่สามารถสร้างสำนักงานขนาดใหญ่ได้เลยตลอดสาย แต่สร้างที่อยู่อาศัยได้
     
       ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ใน กทม.ไม่สามารถสร้างอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้เลย เนื่องจากข้อกำหนดของความกว้างของถนนในผังเมืองรวม กทม.ฉบับนี้
       ส่วนของบางพื้นที่ฝั่งธนบุรี มีนบุรี ลำลูกกา อาจทำได้เพียงสร้างบ้านเดี่ยวเท่านั้น หรือกรณีทาวน์เฮาส์แถวฝั่งธนฯ บางส่วน ชานเมืองตอนเหนือ บางส่วนของมีนบุรี คลองสามวา ฯลฯ ที่มีพื้นที่สีเหลือง ต้องสร้างบนพื้นที่ 20 ตารางวา จากเดิมที่ให้สร้างได้ 16 ตารางวา ราคาก็จะแพงขึ้น รวมถึงการกำหนดให้บ้านแฝดในพื้นที่ ย.2 ต้องมีขนาดแปลงที่ดินไม่น้อยกว่า 50 ตารางวา จากเดิม 35 ตารางวา ซึ่งในส่วนของสุวรรณภูมิถึงมีนบุรีมีทั้งซ้าย และขวา ประมาณกว่า 25,000 ไร่ และไม่สามารถสร้างคอนโดได้
     
       นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ก่อนหน้านี้ทางจุฬาฯ ได้ว่าจ้างให้คนออกแบบพื้นที่ใช้งานทั้งหมดรวม 70 ล้านบาท ที่รวมถึงการจัดสรรเรื่อง คอนโด, ออฟฟิศ ฯลฯ แต่ผังเมืองรวม กทม.ใหม่ หากมีการกำหนดใช้ตามนั้น ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถก่อสร้างออฟฟิศสูง 30 ชั้นได้ เพราะกำหนดให้ต้องมีความกว้างของถนน 30 เมตร ที่อยู่อาศัยสร้างไม่เกิน 9,999 ตารางเมตร ต้องถนนเกิน 16 เมตร แต่เดิมถนนจะอยู่ที่ 6-8 เมตร เท่านั้น ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน ย้ำว่า ผังเมืองฉบับใหม่นี้ต้องดูในรายละเอียดแต่ละประเภทอีกครั้ง ซึ่งจุฬาฯ ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว ต่างจากพื้นที่ใจกลางเมือง อาทิ สาทร สีลม สุขุมวิท ฯลฯ ที่ได้ร้องเรียนก่อนหน้านั้น และมีการแก้ไขเรื่องข้อกำหนดความกว้างของถนนลง จึงสามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ และจะส่งผลให้ที่ดินใจกลางเมืองราคาสูงขึ้น
     
       “ประชาชนชั้นกลางจะซื้อทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดในเมืองก็ลำบากขึ้น ส่วนของห้องเช่าก็สามารถขึ้นราคาได้ 30-50% เพราะว่าประชาชนไม่มีทางเลือก ในส่วนของเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถนำไปสร้างอาคารได้เต็มที่แนะนำให้จำนองกับธนาคาร”
     
       อีกหนึ่งประเด็นที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์แก่ประชาชน คือเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า จากเดิมที่นับจุดศูนย์กลาง อันใหม่นับจากขอบชานชาลาจึงจะได้ประโยชน์มากขึ้นในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโด แต่เมื่อดูในรายละเอียดจะพบว่า การเอื้อประโยชน์ที่อยู่ในรอบรัศมี 500 เมตร ถนนกว้างเพียง 6 เมตรก็พอ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อชานชาลานั้นเปิดใช้งานแล้วเท่านั้น ซึ่งต้องรอจนกว่าจะเปิด ไม่สามารถพัฒนาเพื่อรองรับได้ หากต้องการสร้างก่อนก็ต้องใช้กฎตามปกติ ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งต้องกว้างเกิน 30 เมตร
     
       เปิดพื้นที่ Flood way
     
     
       ในส่วนพื้นที่รับน้ำ หรือ Flood way นั้น ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ได้นำผลการศึกษาเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ ป้องกันน้ำท่วมและการระบายน้ำ พร้อมการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล
     
       มาบูรณาการเข้าไปในผังเมืองรวมนำไปสู่การทำงานแบบบูรณาการของ 3 หน่วยงานภายในของ กทม. ทั้ง สำนักผังเมือง สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักการระบายน้ำ ซึ่งจะมีด้วยกัน 3 แผนผัง ดังนี้
     
       1. แผนผังแสดงที่โล่ง 5 ประเภทดังนี้ แบบแรก ที่โล่งเพื่อการนันทนาการและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม, พื้นที่โล่งเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณริมถนนและริมแม่น้ำและลำคลอง, ที่โล่งเพื่อการสงวนรักษาสภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติ, ที่โล่งพักน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วม และที่โล่งเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล ซึ่งผังแสดงที่โล่งจะส่งเสริมให้รักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการทำหน้าที่เป็นที่โล่งและที่รับน้ำของ กทม.อย่างสมบูรณ์ และไม่สนับสนุนให้พัฒนาด้านการก่อสร้างอาคาร
       2. แผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นผังที่ไม่ส่งเสริมให้พัฒนาที่ดินอย่างเข้มข้นในบริเวณที่ถูกกำหนดเป็นที่โล่ง
       3. แผนผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภค เป็นแผนผังที่ว่าด้วยระบบคลองและระบบระบายน้ำ
     
       สำหรับพื้นที่ Flood way จะถูกกำหนดไว้ทั้งสองฝั่งของ กทม. เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบท และเกษตรกรรม เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด ก่อสร้างอาคารให้น้อยที่สุด เพื่อสนับสนุนการรับน้ำจากแนวเหนือสู่แนวใต้ และลงทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่
     
       ส่วนพื้นที่ใจกลางเมือง กระจายออกเป็นพื้นที่เล็กๆ ตามสวนสาธารณะ และบึงต่างๆ พื้นที่โล่งกำหนดไว้เป็นพื้นที่แก้มลิง หรือ Retention Area เพื่อรองรับการหน่วงน้ำก่อนระบายไปตามระบบการระบายน้ำ เช่น บึงหนองบอน, สวนเสรีไทย, บึงมักกะสัน, บึงพระราม 9, บึงโรงงานยาสูบ, บึงลำพังพวย (การเคหะแห่งชาติ)
     
       ขณะเดียวกันพื้นที่รับน้ำนั้นจะประกอบด้วย 1. ในฝั่งตะวันออกของ กทม. จะมีพื้นที่บางส่วนของเขตคลองสามวา เขตมีนบุรี และเขตลาดกระบัง เป็นที่โล่งขนาดใหญ่ 2. ในฝั่งตะวันตกตอนเหนือ ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของเขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน และเขตบางแค เน้นการอยู่อาศัยแบบหนาแน่นน้อย 3. ในฝั่งตะวันตกทางตอนใต้ บริเวณเขตบางขุนเทียน บริเวณที่โล่งใช้พักน้ำ และที่โล่งเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล เน้นการป้องกันน้ำท่วมและหน่วงน้ำ 4. พื้นที่แก้มลิง เป็นการจัดหาพื้นที่รับน้ำขนาดเล็ก กระจายในพื้นที่ใจกลางเมือง เพราะการจะหาพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อใช้หน่วงน้ำเป็นเรื่องยาก
     
       ในประเด็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำนั้น ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน ระบุว่า พื้นที่โล่งที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เป็นทางน้ำไหล หรือ Flood way ผังใหม่กำหนดว่าห้ามถมที่ หากน้ำมาต้องท่วม ดังนั้น หากมีการก่อสร้างก็ไม่สามารถถมที่ให้สูงได้ หรือชาวบ้านที่อยู่เดิมก็ไม่สามารถถมเพื่อกันน้ำท่วมบ้านได้ แนะนำให้ชาวบ้านรีบถมที่ของตนก่อนที่ผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้
     
       กทม.เพิ่ม Flood way ยาก
     
     
       ส่วน เชตวัน อนันตสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ระบุว่า การจะเพิ่มฟลัดเวย์ในพื้นที่ กทม.เป็นเรื่องยาก จะส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก เพราะพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีจำกัด และมีความหนาแน่นมากอยู่แล้ว ทางผู้วางผังเห็นว่าควรคงพื้นที่และกำหนดการใช้แบบเดิมไว้ หรืออาจเพิ่มขึ้นนิดหน่อย และไปพัฒนาแม่น้ำ ลำคลอง ให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพแทน เชื่อว่าในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนแม่น้ำ ลำคลองกว่า 200-300 คลอง หากได้รับการดูแลให้มีสภาพที่ดี ก็จะสามารถรับน้ำได้มากพอสมควร
     
       แต่หากมีปริมาณฝนตก หรือมีน้ำฝนแบบปี 2554 เชื่อว่าสามารถรองรับได้แน่นอน แต่ต้องดูการบริหารจัดการน้ำ การกั้นทางน้ำประกอบด้วย เพราะหากมีการกั้นทางน้ำ เมื่อเวลาน้ำมาจึงมีปริมาณมากและแรง แต่หากปล่อยไปตามธรรมชาติของทางน้ำ อาจมีการท่วมปริ่มๆ แต่ไม่เยอะมาก ไม่สูงมาก
     
       อีกหนึ่งแนวทางที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ ซึ่งทางรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ที่บุกรุกคูคลอง ควบคู่ขนานกันไป และอยู่ระหว่างการหาพื้นที่สร้างอาคารที่อยู่ของผู้บุกรุก ซึ่งวางไว้ว่าจะมีหลายพื้นที่ตามความเหมาะสม แต่จะไม่ไปไกล จะอยู่ในพื้นที่ที่สะดวกต่อการทำมาหากิน เดินทางสะดวกสบาย และคาดว่าจะอยู่ในรูปแบบของคอนโด หรืออาคารมากกว่า
     
       ทั้งนี้ การจัดพื้นที่ให้กับผู้ที่บุกรุกคูคลองจะเป็นการจัดระเบียบให้แก่ กทม.ซึ่งบางแม่น้ำลำคลองใน กทม. เป็นที่ท่องเที่ยวได้ หากมีการจัดการที่ดี สามารถเชื่อมต่อกันได้ และแก้ไขปัญหาการบุกรุก และแก้ปัญหาน้ำไม่ท่วมได้ด้วย
     
       “ส่วนของการทำฟลัดเวย์ในผัง กทม.ใหม่ยังคงพื้นที่เดิม เหมือนผังเดิมอยู่ เนื่องจาก กทม.ได้ดำเนินการวางผังเดินหน้าไปไกลแล้ว จะย้อนกลับมาอีกไม่ได้ เพราะเมื่อผ่านกรรมการผังเมืองแล้ว จะทำอะไรเพิ่มไม่ได้ นอกจากประชาชนจะยื่นคำร้องเข้ามา”
     
       ผังเมืองรวมทั้งประเทศต้องมีผัง Flood way
     
     
       รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ระบุอีกว่า ผังเมืองรวมใหม่ของจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่ได้จัดทำ จากนี้ไปจะต้องทำผังป้องกันน้ำท่วมขึ้นมาประกอบอีกผังหนึ่งด้วย ดังนั้นจะมี 1. แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสีๆ 2. เป็นเรื่องของถนน 3. จะมีอีกแผ่นหนึ่งที่เกี่ยวกับแก้มลิง ฟลัดเวย์ โดยจะทำต่างจังหวัดก่อน ซึ่งขณะนี้จังหวัดพะเยาเสนอเข้ามา ทางกรมการผังเมืองให้กลับไปทำผังน้ำท่วมมาด้วย ซึ่งต่อไปจะมีเรื่องนี้ตลอด และในอนาคตเมื่อศึกษาลึกเข้าไปในพื้นที่ก็จะพัฒนาไปดูเรื่องอื่นๆ ตามความเหมาะสมในพื้นที่นั้นๆ อาทิ พื้นที่เสี่ยงภัยเรื่องดินถล่ม
     
       โดยเมื่อพัฒนา ศึกษาผังเมืองชัดเจน ลงรายละเอียดแต่ละพื้นที่ ภาพที่จะออกมาชัดเจน อย่างเรื่องการป้องกันน้ำท่วมที่ถูกต้องชัดเจนในผังจะบอกระดับดิน ที่ไหนไม่ควรมีโรงงานอุตสาหกรรม หรือบริเวณที่ตั้งโรงงานอยู่เดิมจะบอกว่าเหมาะสมที่จะตั้งหรือไม่ หากไม่เหมาะเจ้าของจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง ว่าจะยอมรับสภาพ หรือย้ายออกจากพื้นที่
     
       “กทม.ถือว่าหนาแน่นมาก การจะขยายถนนสักเส้นก็ลำบาก แม้จะใช้การเวนคืนที่ดินได้ก็ตาม ในส่วนของการบริหารจัดการก็จะยากขึ้น สาธารณูปโภคก็ลำบาก หากปล่อยไปเรื่อยๆ จะประสบปัญหาน้ำประปาขาด ปัญหาน้ำท่วมก็จะแก้ไม่ตก จึงควรเตรียมหาเมืองใหม่ เหมือนอย่างที่ประเทศอื่นก็ทำกันแล้ว ด้วยเหตุที่ว่าเมืองหลวงแน่นไปหมด และได้มองการณ์ไกลเพื่อรองรับอนาคต อาทิ เกาหลีใต้, พม่า, มาเลเซีย”
     
       รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ย้ำว่า การประกาศผังเมืองรวมใหม่ในทุกๆ พื้นที่นั้น สิ่งสำคัญคือ เจ้าของพื้นที่ และผู้ที่ต้องการปลูกสร้าง ต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ 1. ต้องดูผังเมืองก่อนว่าให้ปลูกสร้างอะไรได้บ้าง 2. ดูกฎหมายควบคุมอาคารว่าถ้าสร้างได้ ต้องมีพื้นที่ถนนกว้างเท่าไร สามารถสร้างอาคารสูงขนาดไหน แต่หากผังเมืองห้ามสร้างก็ไม่ต้องไปดูต่อ เพราะทั้ง 2 ส่วนนี้จะสอดคล้องกัน
     
       ขณะเดียวกันเชื่อว่าผัง กทม.ใหม่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เช่น ในรัศมีใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้า อนุญาตให้สร้างอาคารสูงเพื่อที่อยู่อาศัยได้ เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกสบายในการเดินทาง เป็นต้น

ขอบคุณเรื่อง: Manageronline 24.8.55
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000104047 ดูภาพผังต่างๆ

August 01, 2012

เช็คผลอนุมัติ สินเชื่อบ้าน กับธนาคาร ไทยพาณิชย์

ต้องการเช็คผลอนุมัติ(เบื้องต้น) สินเชื่อบ้าน กับธนาคาร ไทยพาณิชย์
http://preapprove.buyatsiam.com/user/appForm.htm


เช็คผลอนุมัติ(เบื้องต้น) สินเชื่อบ้าน กับธนาคาร กสิกรไทย
http://www.khomesmilesclub.com/khomeloanonline/KC_calculate.aspx


สอบถาม บริการสินเชื่อบ้าน ติดต่อเรา

July 27, 2012

ภ.บ.ท. 5 คืออะไร


ภ.บ.ท. 5 คืออะไร?

ภ.บ.ท.5 เป็นแบบแสดงรายการที่ดินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่จะต้องไปยื่นแบบดังกล่าวเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานอันเป็นที่ตั้งขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ เช่น สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร สำนักงานเทศบาล ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508
ภ.บ.ท. 5 จึงมิใช่เอกสารสิทธิในที่ดินที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน การซื้อขายจึงทำได้เพียงการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กันเท่านั้น ไม่สามารถไปจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ได้ บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท. 5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดิน และที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้ามที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตาม ประมวลกฎหมายที่ดินก็อาจเป็นได้ การซื้อขายที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท. 5 จึงเป็นการเสี่ยงภัยของผู้ซื้อเอง หากประสงค์จะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 ควรให้ผู้ขายยื่นคำขอออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิก่อนว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ หากสามารถออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินได้และขอออกเอกสารสิทธิ ในที่ดินตามหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 เนื้อที่ที่คำนวณได้จากการรังวัดออกเอกสารสิทธิย่อมไม่ตรงกับเนื้อที่ที่ระบุไว้ในหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 ได้เพราะถือว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน ไม่เคยมีการรังวัดคำนวณเนื้อที่โดยกรมที่ดินมาก่อนแต่อย่างใด อีกทั้งการรังวัดออกเอกสารสิทธิที่ดินจะใช้วิธีการรังวัดทำแผนที่และคำนวณเนื้อที่โดยใช้หลักวิชาการทางแผนที่ซึ่งจะมี มาตรฐานความละเอียดถูกต้อง การแจ้งเนื้อที่ตามหลักฐาน ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการแจ้งของผู้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยประมาณเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีเท่านั้น

คำถาม-คำตอบที่ควรรู้
ถาม        1.อยากทราบว่า ภ.ท.บ. 5 นี้สามารถเปลี่ยนเป็น ส.ค.1 หรือ น.ส.3 ได้หรือไม่
              2. เปลี่ยนได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ถ้าเปลี่ยนได้ควรทำอย่างไร?
ตอบ ภ.บ.ท. 5 เป็นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้น ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ และ จะสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สงวนหวงห้ามมิให้ออกเอกสารสิทธิหรือไม่ อย่างไร?

ถาม อยากทราบเรื่องการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส.3 กับซื้อที่ดินที่มีใบ ภ.บ.ท.5 การทำสัญญาซื้อขายต้องทำ 2 ฉบับ หรือรวมกันได้ แล้วมีแบบฟอร์มในการซื้อขาย ดังกล่าวหรือไม่?
ตอบ สัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้น คุณต้องทำความตกลงกันเอง อย่างไรก็ตาม น.ส. 3 เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ ภ.บ.ท. 5 มิใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน การซื้อขายจึงทำได้เพียงการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กันเท่านั้น ไม่สามารถไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ได้

ถาม ซื้อที่ดินเพื่อปลูกยางพารา แต่ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์อะไรเลย มีเพียงใบเสียภาษีดอกหญ้า แต่มีการทำสัญญาซื้อขายที่บ้านกำนันมีพยานหลายคน ที่แปลงนี้ขายต่อมาหลายทอดแล้ว จึงกังวลว่าภายในอนาคตมีจะมีปัญหาตามมา และสามารถฟ้องศาลได้หรือไม่ และเวลาที่ขายก็ไม่ได้มีการวัด เพียงแต่ตกลงกันด้วยวาจาเท่านั้น
ตอบ ที่ดินมีเพียงใบเสียภาษียอนหลัง เป็นเพียงแบบชำระภาษีบำรุงท้องที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินอาจเป็นที่หวงห้าม ที่สาธารณะประโยชน์หรือที่ปีหรือเป็นที่ ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิ์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน การซื้อขายที่ดินที่มีเพียงแบบเสียภาษีบำรุงท้องที่จึงเป็นการเสียงของผู้ซื้อเองควรให้เจ้าของขอออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินก่อน

ถาม ภ.บ.ท. คืออะไร แล้วสามารถซื้อที่ดินที่มีใบ ภ.บ.ท.5 ได้หรือไม่?
ตอบ ภ.บ.ท.5 เป็นเพียงแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีท้องที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท.5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดินและที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้าม ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินก็อาจเป็นได้ การซื้อขายที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการเสี่ยงภัยของผู้ซื้อ หากท่านจะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท.5 ให้ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิก่อนว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนำ ภ.บ.ท.5 ไปออกโฉนดที่ดิน ขอให้สอบถามที่สำนักงานที่ดินทุกแห่ง

ถาม ใบ ภ.บ.ท. 5 นำมาขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่?
ตอบ ภ.บ.ท. 5 สามารถใช้เป็นเอกสารประกอบในการขอออกโฉนดที่ดินได้ หากที่ดินดังกล่าวมิได้เป็นที่สงวนหวงห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ภ.บ.ท.5 เป็นเพียงแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีท้องที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท.5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดินและที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้าม ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินก็อาจเป็นได้ การซื้อขายที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการเสี่ยงภัยของผู้ซื้อ หากท่านจะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท.5 ให้ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิก่อนว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนำ ภ.บ.ท.5 ไปออกโฉนดที่ดิน ขอให้สอบถามที่สำนักงานที่ดินทุกแห่ง

ภ.บ.ท. คืออะไร แล้วสามารถซื้อที่ดินที่มีใบ ภ.บ.ท.5 ได้หรือไม่?
ภ.บ.ท.5 เป็นเพียงแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีท้องที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท.5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดินและที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้าม ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินก็อาจเป็นได้ การซื้อขายที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการเสี่ยงภัยของผู้ซื้อ หากท่านจะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท.5 ให้ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิก่อนว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนำ ภ.บ.ท.5 ไปออกโฉนดที่ดิน ขอให้สอบถามที่สำนักงานที่ดินทุกแห่ง

ที่มา:  กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

April 21, 2012

ที่ดิน ติดถนนนวมินทร์ เนื้อที่2 ไร่

ที่ดิน ติดถนนนวมินทร์ เนื้อที่2 ไร่ ย่านชุมชน ใกล้รพ สินแพทย์
ขาย 110,000-/ตรว
(งดนายหน้า)

Land close to Navamin Rd, area 2 rai (800sqw) near hospital,
commercial area
price 110000/sqw

March 18, 2012

ที่ดิน ติดBTS สนามเป้า พหลโยธิน Land for sale close to BTS Sanampao

ที่ดิน ติดBTS สนามเป้า ติดถ.พหลโยธิน อนุเสาวรีย์ชัยฯ เนื้อที่ 486 ตรว. ตอกเสาเข็มแล้ว ขาย 700,000-/ตรว.
Land for sale, close to BTS Sanampao,close to Phaholyothin Rd., 486 sqw.,price 700,000/sqw

(งดรับนายหน้า)

February 21, 2012

ขั้นตอนประมูลทรัพย์ขายทอดตลาด ของกรมบังคับคดี

ทรัพย์ขายทอดตลาด ของกรมบังคับคดี  ต้องวางเงินประกันในการเข้าประมูล 5,000- บาท (หรือ แล้วแต่ กำหนด 5% ของราคาประมูลสูงสุดในตอนแรก)  จะเริ่มต้นประมูล ในราคา 80%ของราคาประเมิน แต่ถ้าไม่มีใครเสนอราคาประมูล  จะเริ่มต้นประมูล ในราคา50% ของราคาประเมิน ในการประมูลครั้งที่สอง 
ลูกหนี้เจ้าของทรัพย์มีสิทธิ ค้านราคาได้1ครั้ง  และ 
มีเวลาประมาณ 1อาทิตย์  เพื่อสู้ราคาในการประมูลครั้งต่อไป  ผู้เสนอราคาสูงสุดครั้งก่อนจะต้องกลับไปประมูลสู้ราคาอีก ถ้าไม่มีใครสู้ประมูลสู้ราคาที่เสนอได้  ก้จะได้ทรัพย์นั้นไป  
จะต้องวางเงินมัดจำ 25% -ของราคาทรัพย์ที่ประูมูลได้ และชำระเงินที่เหลือภายใน 15วัน
มีเวลาในการโอนประมาณ 3เดือน ค่าธรรมเนียมในการโอนและภาษี ผู้เสนอซื้อได้ เป็นผู้จ่าย  ส่วนภาษี(เงินได้บุคคลธรรมดา)ที่ชำระไว้ ขอรับคืนได้ภายหลัง
(ภาระต่างๆ ในการตรวจสอบทรัพย์สิน  ได้แก่ โฉนด ไฟฟ้า ประปา  อื่นๆ ต้องรับผิดชอบเอง)


ไม่สามารถโอนสิทธิในการรับโอนทรัพย์สินที่ประมูลได้ ให้แก่ผู้อื่น  กรมบังคับคดีจะตรวจสอบชื่อ และออกเอกสารให้เพื่อไปโอน ณ ที่่สำนักงานที่ดิน 


หากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินชำระตามเงื่อนไข  แล้วมีการนำทรัพย์นั้นทำการประมูลครั้งใหม่ ได้ราคาที่ต่ำกว่าราคาครั้งก่อน ผู้ประมูลได้ในครั้งก่อน จะต้องรับผิดชอบส่วนต่าง

**อาจขอผ่อนผัน เลื่อนระยะเวลาชำระเงิน ได้ (3เดือน) +15 วัน (อาจมีเปลี่ยนแปลง)
##การขอคืนภาษี หัก ณ ที่จ่าย  มีข้อยกเว้น 3กรณี 
-มีจำนองติดไป 
-ราคาที่ประมูลได้ ต่ำกว่า 50% ของราคาประเมิน 
-.....

ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง  อาจมีเปลี่ยนแปลง

February 20, 2012

วางผังเมืองเพื่อชาวกรุงเทพ

วางผังเมืองเพื่อชาวกรุงเทพมหานคร
ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 11-13 สิงหาคม หน้า 35 
ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 14-17 สิงหาคม หน้า 35
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
          ท่านนึกสงสัยไหม ทำไมในผังเมืองรวม พื้นที่ตรงนั้นตรงนี้มีการกำหนดสี กำหนดสิทธิแตกต่างกันไป บ้างได้เปรียบ บ้างเสียเปรียบ บางพื้นที่ก็เปลี่ยนสี ตอนนี้ผังเมืองกรุงเทพมหานครก็หมดอายุไปแล้ว แต่เราก็ยังร่างไม่เสร็จ และคาดว่าจะแล้วเสร็จก็คงจะเป็นเวลาอีก 2 ปี เพราะขณะนี้ยังไปได้ไม่กี่ขั้นตอน
ใครคิด ใครทำ
          ผังเมืองมีไว้เพื่อการกำหนดการใช้ที่ดินให้เป็นระเบียบ มีประสิทธิภาพ เป็นการวางผังเมืองรวมระยะยาว เช่น 20 ปี และในแต่ละพื้นที่ยังมีผังเมืองเฉพาะพื้นที่ และแผนแม่บทด้านเสียง การอนุรักษ์ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ แต่ของไทยเป็นการวางผังเมืองรวมเป็นหลัก บางครั้งผังเมืองไทยอาจเป็นเพียงการขีดสีขีดเส้นที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบพื้นที่จริงเพียงใด 
          ท้องถิ่นในต่างประเทศหลายแห่งเป็นผู้จัดวางผังเมืองเองเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นเหล่านั้นควบคุมกิจการจัดหาที่อยู่อาศัย ประปา ไฟฟ้า ตำรวจ การก่อสร้างถนน การประเมินค่าทรัพย์สิน และการจัดเก็บภาษีไว้เอง จึงสามารถวางผังได้อย่างเหมาะสม แต่ท้องถิ่นของไทย ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ผังเมืองที่ออกมาจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยพื้นฐาน ราคาประเมินทางราชการที่จะออกมาในเดือนมกราคม 2555 ก็อาจไม่สอดคล้องกับสีผังเมือง แผนการขยายตัวของเมืองกับผังเมืองก็อาจไม่สอดรับกัน ผังเมืองไทยจึงอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง
บทบาทอันจำกัด
          ผังเมืองไทยไม่อาจแตะต้องสิ่งต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่มากนัก ที่เซี่ยงไฮ้ กล่าวกันว่าถ้าจากบ้านไปเกิน 3 เดือน กลับมาอีกที อาจจำทางเข้าบ้านไม่ได้ เพราะนครเซี่ยงไฮ้มีแผนการก่อสร้างต่าง ๆ ตามผังเมืองระยะยาว 20 ปี และทำการก่อสร้างอย่างจริงจัง ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงต้องมีการปรับปรุงผังเมืองตามความเหมาะสมอยู่เสมอ การเวนคืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
          ส่วนในกรณีของไทย จะสร้างถนน สะพาน ทางด่วนสักเส้นนั้นแสนช้าและยากเย็น บางครั้งกระทบต่อชาวบ้านบางกลุ่ม พอมีการเดินขบวน เรื่องก็เงียบไปที ตัวอย่างเช่นกรณีแฟลตดินแดง ที่จวนเจียนจะพังลงมาอยู่แล้ว ชาวบ้านก็ยังไม่ยอมย้ายออกเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ให้หนาแน่นขึ้นเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ชุมชนแออัดต่าง ๆ ก็แทบไม่ถูกแตะต้องในผังเมือง แล้วเช่นนี้ผังเมือง จะเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้ที่ดินของนครเพื่อประชาชนได้อย่างไร
กลับเน้นที่ลูกเล่น
          ในเมื่อรัฐบาลส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถวางผังเมืองตามแบบฉบับสากลได้จริง ก็เน้นไปที่ลูกเล่นต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มี “Bonus System” ให้แปลงที่ดินที่อยู่ในระยะ 500 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าสามารถสร้างได้เพิ่มอีก 20% แต่ก็ไม่วายรอนสิทธิ์ด้วยการจะเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ว่างหรือ OSR (Open Space Ratio) ก็เลยไม่รู้เจ้าของที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะได้หรือจะเสียเพิ่มขึ้น
          ปรากฏการณ์น่ารักน่าชังอีกอันหนึ่งก็คือการกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนสิทธิเหนือที่ดินให้ผู้อื่น หรือ Transfer Right โดยคงได้แนวคิดมาจากนครนิวยอร์กที่โบสถ์โบราณแห่งหนึ่งขายสิทธิการสร้างสูง (เพราะตนคงไม่สร้างอยู่แล้ว) ให้กับที่ดินแปลงข้างเคียง จึงทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถสร้างตึกระฟ้าได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามนอกจากลูกเล่นเหล่านี้แล้วผังเมืองยังอาจไม่มีอะไรใหม่
กลัวความหนาแน่น
          ในผังเมืองฉบับปัจจุบันที่ยังไม่หมดอายุ กำหนดให้การสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 10,000 ตารางเมตร) ในพื้นที่ ย.3 และ ย.4 ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนผ่านหน้ากว้าง 30 เมตร  ซึ่งเท่ากับการรอนสิทธิที่ผังเมืองเดิมไม่เคยกำหนดไว้ ในร่างผังเมืองใหม่ยังมีการกำหนดว่าอาคารใหญ่ ขนาดเกิน 2,000 ตารางเมตร ต้องตั้งอยู่บนถนนขนาด 12 เมตร แทนที่จะเป็น 10 เมตรเช่นผังเมืองฉบับปัจจุบัน แสดงว่ามีการรอนสิทธิหนักกว่าเก่าเสียอีก
          นักผังเมืองไทยบางท่านอาจพยายามขายแนวคิดทำเมืองให้หลวม เพื่อให้เหลือพื้นที่ให้ลูกหลานในวันหน้า จึงพยายามจำกัดความสูง กำหนด OSR ให้มาก ๆ ไว้ แต่ในความเป็นจริง เป็นการทำลายทั้งคนรุ่นนี้และคนรุ่นหลัง เพราะเมื่อไม่สามารถสร้างในเมืองได้ การพัฒนาก็ไหลบ่าไปจังหวัดรอบนอกที่ผังเมืองเข้มข้นน้อยกว่า ส่งผลให้สาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็ขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด ประชาชนที่จะหาซื้อบ้านก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดและกลับบ้านมืดค่ำ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก พร้อมกับทำลายสิ่งแวดล้อม
          เราควรจะคิดเหมือนมหานครที่เจริญแล้วอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ที่มีขนาดที่ดินเพียงหนึ่งในสามของกรุงเทพมหานคร แต่สามารถพัฒนาให้หนาแน่นแต่ไม่แออัดจนกลายเป็น Garden City มหานครนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ ก็เช่นกัน ต่างเน้นการพัฒนาในแนวดิ่ง เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินในใจกลางเมืองเกิดประโยชน์สูงสุด และรักษาพื้นที่รอบนอกไว้เป็นเสมือนปราการสีเขียว (Green Belt) เก็บไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
ต้องกล้าเวนคืน
          ปกติไม่มีใครชอบการเวนคืนเพราะสิ่งที่ “ต่ำ-ช้า” คือมักจ่ายค่าทดแทนในราคาต่ำ และกว่าจะได้ค่าทดแทนก็กินเวลาช้านาน แต่ในความเป็นจริง การเวนคืนจำเป็นสำหรับการวางผังเมือง และรัฐบาล (ท้องถิ่น) สามารถเวนคืนโดยให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ในกรณีทั่วไปการเวนคืนที่จ่ายค่าทดแทนตามราคาตลาดก็ถือว่า “บุญแล้ว” แต่การเวนคืนในแนวใหม่ของผังเมืองยังสามทารถจ่ายค่าทดแทนให้สูงกว่าราคาตลาดได้ในระดับหนึ่ง
          โดยปกติการเวนคืนเพื่อขยายถนนนั้น รัฐบาลมักเน้นการเวนคืนที่ดินในส่วนที่จะขยายถนน ในที่นี้จึงเสนอให้รัฐบาลเวนคืนที่ดินกินลึกไปอีกระดับหนึ่ง เช่น แทนที่จะเป็นเพียงข้างละ 20 เมตร ก็เวนคืนถึงข้างละ 40 เมตร ที่ดิน 20 เมตรแรกอาจเสียค่าเวนคืนสูง ส่วน 20 เมตรหลังมักมีราคาถูก เมื่อถัวเฉลี่ยแล้วราคาจึงถูกกว่า และเมื่อถนนที่ขยายใหม่แล้วเสร็จ ราคาที่ดินที่เหลือยิ่งถีบตัวสูงขึ้น เท่ากับรัฐบาลกำไร และยังอาจเหลือที่ดินริมถนนไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะ เป็นต้น
ต้องกล้าชดเชย-กล้าได้
          พื้นที่บางแห่งผังเมืองมักห้ามการก่อสร้าง เช่น อยู่ใกล้เขตพระราชฐานหรือโบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่บางแห่งเข้าใจได้ยาก เช่น บริเวณริมถนนบางเส้น กำหนดห้ามก่อสร้างในระยะ 15 เมตรแรกจากเขตทาง หรือการ “สาป” บางกระเจ้าไม่ให้สร้างตึกสูง เพื่อเป็น “ปอด” ของคนกรุงเทพมหานคร การรอนสิทธิเพื่อส่วนรวมเช่นนี้ รัฐบาลควรชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าของที่ดิน
          ในทางตรงกันข้าม หากผังเมืองใหม่กำหนดให้สามารถก่อสร้างได้เกินกว่าผังเมืองเดิม เพื่อทำเมืองให้แน่น เติบโตแนวดิ่ง แทนแนวราบเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ดีที่สุด รัฐบาลก็ควรจัดเก็บภาษี เช่น หากปกติสร้างได้เพียง 10,000 ตารางเมตร แต่ผังเมืองใหม่กำหนดให้สร้างได้เป็น 20,000 ตารางเมตร ส่วนที่เกินจากเดิม ซึ่งถือเป็นกำไร ก็ควรจะนำมาเสียภาษี และเจ้าของที่ดินก็คงยินดีที่จะเสียภาษี เพราะเป็นการเสียภาษีบนพื้นฐานของ Win Win คือต่างคนต่างได้รับประโยชน์
วางผังเมืองเชิงรุก
          แนวคิดในการวางผังเมืองเชิงรุกเกิดขึ้นทั่วไป ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มะนิลา ได้แปลงค่ายทหารใจกลางเมืองมาเป็นศูนย์การค้า เพราะรัฐบาลพลเรือนไม่ต้องใช้ทหารคอยค้ำอำนาจเช่นมากอสในอดีต การนำที่ดินใจกลางเมืองแปลงใหญ่ ๆ เช่น ท่าเรือคลองเตย ค่ายทหารเกียกกาย สนามม้า ฯลฯ มาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ จะสามารถสร้างเป็นใจกลางเมืองใหม่ New CBD (Central Business District) ได้ เช่น ที่ดินแถวสนามเป้าขนาด 900 ไร่ หากใช้พื้นที่ 60% มาก่อสร้าง ก็จะสามารถสร้างอาคารขนาดธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่สีลมถึง 60 ตึก แถมยังสามารถนำรถไฟฟ้าเลี้ยวเข้ามาเป็น Light Rail แบบสิงคโปร์ หรือเชื่อมทางพิเศษกับทางยกระดับอุตรภิมุข (ดอนเมืองโทล์เวย์) ได้อีกด้วย
          ในอีกฟากหนึ่งของมหานครเช่นหนอกจอก ก็อาจสร้างเมืองใหม่โดยการเวนคืนนาสัก 50 ตารางกิโลเมตรหรือ 30,000 ไร่เศษ ๆ มาสร้างเป็นเมืองบริวาร ให้เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครด้วยทางยกระดับหรือรถไฟฟ้าโดยห้ามการเชื่อมทาง เพื่อป้องกันปัญหาการขยายตัวของเมืองอย่างไรขีดจำกัด ซึ่งเท่ากับการทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
          แนวคิดการวางผังเมืองเชิงรุกเช่นนี้ กรุงเทพมหานครย่อมไม่อาจคิดไปถึงเนื่องจากเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่ได้ควบคุมระบบสาธารณูปโภคใด ๆ จึงส่งผลให้ผังเมืองเป็นเพียงการขีดสี ขีดเส้นที่ไม่อาจแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินหรือก่อให้เกิดการวางผังเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และทำได้ในขอบเขตจำกัดด้วยการเน้นลูกเล่นประเภท Bonus System และ Transfer Right ดังกล่าว
          ประชาชนเจ้าของกรุงเทพมหานคร เจ้าของทรัพย์สินที่ดินทั้งหลายต้องช่วยกันดูแลผังเมืองให้ดี